วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

สรุป บททีุ่ึ8 เรื่อง E-marketing

E-Marketing

E-Marketing ยอมาจากคําว ่า่ Electronic Marketing หรือเรียกวา่ “การตลาดอิเล็กทรอนิกส์” หมายถึงการ
ดําเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่วาจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือ พีดีเอ ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกนด้วยอินเทอร์เน็ตมาผสมผสานก ับวิธีการทางการ ัตลาด การดําเนินกิจกรรมทางการตลาด อยางลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้ าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอยางแท้จริง



E-marketing planning

  • การวางแผนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาดของกลยุทธ์การทําe – business
  • the SOSTAC™ framework developed by Paul Smith (1999) ซี่งสามารถสรุปขั9นตอนที่เกี่ยวข้องได้ 6 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
  • Situation – where are we now?
  • Objectives – where do we want to be?
  • Strategy – how do we get there?
  • Tactics – how exactly do we get there?
  • Action – what is our plan?
  • Control – did we get there?


ข้อดีของE-Marketing เมื่อเทียบกบสื่ออื่น

1. เข้าถึงกล่มลูกค้าเป้ าหมายมากกว่า800 ล้านคน225 ประเทศ104 ภาษา
2. สามารถวัดผลได้แม่นยํากว่าสื่ออื่น
3. ราคาลงโฆษณาถูกกว่าเมื่อเทียบกับสื่ออื่น
4. จํานวนผ้ใช้สื่อนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
5. คุณภาพของผ้ใช้มีมากกว่าสื่ออื่น

Click and Click
เป็นการให้บริการบนอินเทอร์เน็ตอยางเดียว ไม่มีธุรกิจ ในโลกจริง


Click and Mortar 
เป็นรูปแบบที่มีธุรกิจจริง (Real) อยู่แล้วแต่ขยายมาทําในอินเทอร์เน็ต



การเริ่มต้นการตลาดออนไลน์
1.กาหนดเป้ าหมาย 
  • Who – ลูกค้าคือใคร ?
  • Where – ลูกค้าอยูที่ไหน  ?
  • What – อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ?
  • Why – ทําไมเค้าถึงต้องมาที่เรา ?
  • When – เมื่อไรที่เค้าต้องการเรา ?

2.ศึกษาคู่แข่ง
  1. คู่แข่งคุณคือใคร? 
  2. ศึกษารูปแบบการทําเว็บ, ธุรกิจของคู่แข่ง
  3. จุดเด่น-จุดอ่อนอะไรบ้าง 
  4. ศึกษาเคาเตอร์ (Stat) ของคู่แข่ง
  5. เข้าร่วมเว็บบอร์ดของคู่แข่ง (ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้ ชอบไม่ชอบอะไร)
  6. บอกรับจดหมายสมาชิกของคู่แข่ง
  7. ขอข้อมูลที่เกียวข้องกบเว็บไซต์ ั (ราคาโฆษณา, สถิติ)
  8. เข้าชมเว็บคู่แข่งเป็นประจํา

3.สร้างพันธมิตร
  • เว็บคู่แข่ง
  • บุคคลหรือองค์กรที่อยูในแวดวงธุรกิจเดียวกัน
  • เว็บอื่นๆ ที่สามารถร่วมมือกันได้ ั
  • กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ 
4.ติดตังอุปกรณ์ที่จําเป็น
  • เคาเตอร์วัดจํานวนคนเข้า
  • ตัวเก็บสถิติ (Stat)
  • เว็บบอร์ด
  • Guest Book
  • Option

5.ดูแลและปรับปรุงเว็บไซต์
  • ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้, คู่แข่ง, ตลาด, สภาพแวดล้อม, เทคโนโลยี
  • เปิดรับความคิดเห็นจากผู้ใช้
  • ปรับปรุงเว็บไซต์อยูเสมอ

E-Marketing 
นั้นคือรูปแบบการทำการตลาดในรูปแบบหนึ่งโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำการตลาด แต่ในความหมายสำหรับ E-Business หรือ Electronic Business นั้นจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า E-Commerce หรือ Electronic Commerce มากกว่า เพียงแต่ว่าความหมายของ E-Business จะมีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึงการทำกิจกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่า “ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์” ทั้ง การทำการค้าการซื้อการขาย การติดต่อประสานงาน งานธุรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาศัยระบบสารสนเทศทาง คอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ตลอดกิจกรรมทางธุรกิจ (Value Chain) และลดขั้นตอนของการที่ต้องอาศัยแรงงานคน (Manual Process) มาใช้แรงงานจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computerized Process) แทน รวมถึงช่วยให้การดำเนินงานภายใน ภายนอก มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการควบคุมสต๊อคและการชำระเงินให้เป็นระบบอัตโนมัติ ดำเนินการได้รวดเร็ว และทำได้ง่าย กว่าเพียงเท่านั้น


รูปแบบรายได้จากการทําเว็บไซต์

1. ขายโฆษณาออนไลน์
2. ขายสินค้า E-Commerce
3. ขายบริการหรือสมาชิก
4. ขายข้อมูล (Content)
5. การจัดกิจกรรม, งาน
6. การให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ
7. การรับพัฒนาเว็บไซต์











สรุป บททีุ่ึ7 เรื่อง Supply chain management (Part2)

Supply Chain Management 

     ระบบที่จัดการการบริหารและเชื่อมโยงเครื่อข่ายตั้งแต่ suppliers, manufacturers, distributors เพื่อส่งมอบสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าโดยมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูล วัตถุดิบ สินค้าและบริการ เงินทุน รวมถึงการส่งมอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้การส่งมอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถส่งมอบได้ตรงตามเวลาและความต้องการ






ขั้นตอนวิวัฒนาการไปสู้ระบบการจัดการ ซับพลายเชน

ระยะที่ 1 องค์กรในรูปแบบพื้นฐาน (The Baseline Organization)
     เป็นรูปแบบการบริหารจัดการแบบดั้ งเดิมที่ต้องการสร้างผลกําไรสูงสุดขององค์กร โดยเน้นความชํานาญในการทํางานของแต่ละแผนก/ฝ่ายซึ่งองค์กรในรูปแบบนี้อาจไม่สามารถปรับแผนการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดของผู้บริโภคเนื่องจากแต่ละแผนก/ฝ่ายต่างทํางานเป็นอิสระต่อกันไม่เกี่ยวกัน

ระยะที่ 2 องค์กรที่รวมหน้าที่ทางธุรกิจเข้าด้วยกัน (The Functionally Integrated Company)
     ในระยะนี้ องค์กรจะเริ่มจัดตั้ งเป็นบริษัท โดยในองค์กรได้มีการรวบรวมหน้าที่/ลักษณะงานที่เป็นประเภทเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันไว้ในกลุ่มงาน/ฝ่ายเดียวกัน ซึ่งจะไม่มีแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบออกจากกันอย่างเด็ดขาดเหมือนระยะแรก เช่น ฝ่ายจัดการวัตถุดิบมีหน้าที่จัดซื อ จัดสรร ควบคุมการใช้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตอื่นๆ ฝ่ายการผลิตมีหน้าที่วางแผนการผลิต และควบคุมคุณภาพการผลิต และฝ่ายขายมีหน้าที่วางแผนการตลาดและขายสินค้า เป็นต้น

ระยะที่ 3 องค์กรที่รวมการดำเนินงานภายในธุรกิจไว้ด้วยกัน (The Internally Integrated Company)
     ในระยะนี้องค์กรมีการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างองค์กรของตนอย่างต่อเนื่องจากระยะที่ 2 โดยฝ่ายต่างๆ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทําให้มีการติดต่อประสานงานเชื่่อมโนงระหว่างฝ่ายงานมากขึ้ น การทํางานจึงมีความต่อเนื่องกันเหมือนห่วงโซ่ นอกจากนั นกิจกรรมการผลิตบางอย่างยังสามารถที่จะใช้ทรัพยากรร่วมกันภายในองค์กรได้ด้วย ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง

ระยะที่ 4 องค์กรที่รวมการดำเนินงานภายนอกธุรกิจไว้ด้วยกัน (The Externally Integrated Company)
     ระยะนี้เป็นระยะที่บริษัทก้าวเข้าสู่รูปแบบการบริหารแบบซัพพลายเชนอย่างเต็มตัว โดยบริษัทได้ปรับโครงสร้างการบริหารแบบซัพพลายเชนภายในบริษัทของตนเองไว้เรียบร้อยแล้ว และเริ่มหันมาให้ความสําคัญกับกลยุทธ์การบริหารลูกโซ่อุปทานภายนอก โดยเข้าไปทํางานร่วมกับซัพพลายเออร์ในลักษณะที่เป็นเครือข่ายการทํางานเดียวกัน เพื'อควบคุมคุณภาพการผลิตวัตถุดิบ คุณลักษณะของวัตถุดิบและวิธีการผลิตวัตถุดิบในโรงงานของซัพพลายเออร์และในบางกรณีบริษัทผู้ผลิตอาจเปิดโอกาสซัพพลายเออร์เข้ามาเปิดสถานี หรือโรงงานย่อย เพื่อนําส่งวัตถุดิบให้กับริษัทได้อย่างสะดวก รวดเร็วและประหยัดต้นทุน

การบริหารจัดการซัพพลายเชน พิจารณาความสามารถในการประสานระบบงานระหว่างองค์กร
ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่
  1. ศักยภาพในการประสานระบบการจัดการระหว่างกลุ่ม suppliers (Supply-management interface capabilities)
  2. ศักยภาพในการประสานระบบการจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า (Demand-management interface capabilities)
  3. ศักยภาพในการประสานระบบการจัดการสารสนเทศ (Information management capabilities)

ปัญหาของการจัดการซัพพลายเชน


1. ปัญหาจากการพยากรณ์
การพยากรณ์ความต้องการสินค้าเป็นสิ่งที่สําคัญมากใน
การจัดการซัพพลายเชน ซึ่งการพยากรณ์ที่ผิดพลาดมีส่วนสําคัญ
ที่ทําให้การวางแผนการผลิตผิดพลาด และอาจจะทําให้ผู้ผลิตมี
สินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าที่เกิดขึ้น

2. ปัญหาในกระบวนการผลิต
ปัญหาที่เกิดจากกระบวนการผลิตอาจจะทําให้ไม่สามารถ
ผลิตสินค้าได้ตามเวลาที่กําหนดไว้ เช่น เครื่องจักรเสียทําให้ต้อง
เสียเวลาส่วนหนึ่งในการซ่อมและปรับตั้งเครื่องจักร

3. ปัญหาด้านคุณภาพ
ปัญหาด้านคุณภาพอาจจะส่งผลให้กระบวนการผลิตต้อง
หยุดชะงัก และทําให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าได้
ตามที่กําหนดไว้ นอกจากนั้นระบบการขนส่งที่ไม่มีคุณภาพ
สามารถส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในโซ่อุปทานได้เช่นกัน

4. ปัญหาในการส่งมอบสินค้า
การส่งมอบที่ล่าช้าเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เรื่องของวัตถุดิบ งาน
ระหว่างทํา และสินค้าสําเร็จรูป เช่น ซัพพลายเออร์ส่งมอบ
วัตถุดิบล่าช้า ทําให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามตารางการ
ผลิตที่กําหนดไว้ นอกจากนั้น ในระหว่างกระบวนการผลิต การส่ง
ต่องานระหว่างทําที่ล่าช้าตามไปด้วยในกรณีที่ไม่สามารถปรับ
ตารางการผลิตได้ทัน ยิ่งไปกว่านั้น การส่งมอบสินค้าสําเร็จรูปให้
ลูกค้าล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อระดับการให้บริการลูกค้าและ
ความสามารถในการแข่งขันของกิจการ

5. ปัญหาด้านสารสนเทศ
สารสนเทศที่ผิดพลาดมีผลกระทบต่อการจัดการโซ่อุปทาน 
ซึ่งทําให้การผลิตและการส่งมอบสินค้าผิดไปจากที่กําหนดไว้
ความผิดพลาดในสารสนเทศที่เกิดขึ้นมีหลายประการ 
เช่น ความผิดพลาดในการสั่งซื้อวัตถุดิบ การกําหนดตารางการผลิต
การควบคุมสินค้าคงคลัง การขนส่ง ฯลฯ

6. ปัญหาจากลูกค้า
ปัญหาที่เกิดจากลูกค้าเป็ นความไม่แน่นอนอย่างหนึ่งของ
โซ่อุปทาน เช่น ลูกค้ายกเลิกคําสั่ง ในบางครั้งผู้ผลิตได้ทําการ
ผลิตสินค้าไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ได้รับการยกเลิกคําสั่งซื้อจากลูกค้า
ในเวลาต่อมา จึงทําให้เกิดต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง
ส่วนนั้นไว้

Bullwhip Effect



ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) 
     หรือในบางครั้งเรียกว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) เป็นการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการทางธุรกิจและการดําเนินงานระหว่างธุรกิจกับธุรกิจและระหว่างบุคคลกับธุรกิจ ในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) จะมีการทําธุรกรรมผ่านสื่อต่างๆ ทางอิเล็กส์ทรอนิกส์ เช่น การสั่งซื อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

การใช้บาร์โค้ด (Bar code) 
     บาร์โค้ดหรือรหัสแท่ง เป็นสัญลักษณ์ที่อยู่ในรูปของแท่งบาร์ โดยจะประกอบไปด้วยบาร์ที่มีสีเข้มและช่องว่างสีอ่อน ซึ่งบาร์เหล่านี้ จะเป็นตัวแทนของตัวเลขและตัวอักษร สามารถอ่านได้ด้วยเครื่อง Scanner บาร์โค้ดจึงทําหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ของสินค้า อาทิ หมายเลขของสินค้า ครั้งที่ทําการผลิต เลขหมายเรียงลําดับกล่องเพื่อการขนส่ง ปริมาณสินค้าที่ผลิต รวมถึงตําแหน่งผู้รับสินค้า เป็นต้น เพื่อให้สามารถควบคุมการหมุนเวียนของสินค้าโดยรวดเร็วขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรับ การจัดเก็บและการจ่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับว่ามีประโยชน์อย่างมากในปัจจุบันและที่สําคัญการติดบาร์โค้ดถือเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เกิดการจัดการซัพพลายเชนลดระยะเวลาและความซํ าซ้อนในการทํางาน 





การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI : Electronic Data Interchange) 
     เป็นเทคโนโลยีอีกประการหนึ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดการซัพพลายเชน เป็นระบบถ่ายทอดข่าวสารข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งในรูปสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ โดยรูปแบบข่าวสารข้อมูลนั้นจะมีการจัดรูปแบบและมีความเป็นมาตรฐานเดียวกันตามที่ได้ตกลงกันไว้ เรียกว่า EDI Message ผ่านเครือข่ายการสื่่อสาร (Telecommunication Network) ทําให้เพิ่มความถูกต้องและรวดเร็วในการทํางาน

การใช้ซอฟแวร์ Application SCM 
     การนําซอฟแวร์มาพัฒนาและประยุกต์ใช้งานในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น Enterprise Resource Planning (ERP) เป็นซอฟแวร์ที่จัดเป็นระบบศูนย์กลางขององค์กรทั้ งหมด ทําหน้าที่ประสานงานหลักๆ ในด้านต่างๆ เช่น การเงิน การผลิต และการจัดคลังสินค้า
Advance Planning and Scheduling จัดสร้างแผนการผลิตและจัดตารางเวลาโรงงานการผลิต ใช้เงื่อนไขข้อจํากัดและกฎเกณฑ์ทางธุรกิจในการปรับตารางให้ดีที่สุด
Inventory Planning วางแผนคลังสินค้าที่จําเป็นในแต่ละจุดเพื่อกระจายการจัดส่ง เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาด
Customer Asset Management ใช้สําหรับจัดระบบการสื่อสารโต้ตอบกับลูกค้ารวมทั้งระบบขายอัตโนมัติและการให้บริการลูกค้า เป็นต้น
ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตระบบ ERP หลักๆ มีอยู่ 5 รายด้วยกัน คือ SAP, ORACLE, Peoplesoft, J.D. Edwards และ Baan


ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) 
     เป็นเทคโนโลยีบริหารกระบวนการธุรกิจโดยเฉพาะการเชื่อมโยง SCM โดยเน้นการบูรณาการกระบวนการหลักของธุรกิจเพื่อสนับสนุนการดําเนินธุรกรรมประจําวัน และยังสนับสนุนกระบวนการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM)

ระบบ CRM (Customer Relationship Management) 
     เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งที่องค์กรนํามาใช้เพื่อบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้ากับองค์กรตลอดวงจรชีวิตการเป็นลูกค้า ได้แก่ การตลาด การขาย การให้บริการ และการสนับสนุน โดยใช้ทรัพยากรด้านสารสนเทศ กระบวนการ เทคโนโลยี และบุคลากร โดยเน้นการสร้างประสานสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ demain chain management ผ่านการจัดโปรแกรมเพื่อจูงใจลูกค้า เช่น การสะสมคะแนน การให้บริการตอบคําถาม (call center) การให้สิทธิประโยชน์ หรือส่วนลดต่างๆ เป็นต้น




สรุป บททีุ่6 เรื่อง Supply chain management (Part1)

Supply Chain Management


     การจัดการกลุ่มของกิจกรรมงาน กล่
  • าวคือ ตั
  • งแต่การรับวัตถุดิบมาจาก 
  • Supplies แล้วเปลี่ยนวัตถุดิบนันให้เป็นสินค้าขั้
  • นกลาง และสินค้าขั้
  • สุดท้าย จนกระทังจัดส่งสินค้าให้แก่
  • ลูกค้า




  •      สิ่งที่จะทําให้เข้าใจถึงหน้าที%ของการผลิตและวิธีการควบคุมการผลิตนั น เราจะต้อง
    เข้าใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกบการเคลื่อนไหวในกระบวนการผลิตอยู่ 2 สิ่งหลักๆ คือ
    • วัตถุดิบ (Materials)
    • สารสนเทศ (Information)




    ปัญหาคือความสนใจที%แตกต่างกนของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น

    • ลูกค้ามักต้องการสินค้าที%ถูกต้องสมบูรณ์แบบและมีราคาถูก
    • พนักงานในสายการผลิตอยากรู้คําสังที่ถูกต้อง
    • ฝ่ายจัดซื้อต้องการได้วัตถุดิบที่ถูกต้อง มีคุณภาพ
    • ผู้จําหน่ายวัตถุดิบต้องการคําสังซื้อที่ถูกต้องเพื่อจะได้จัดส่งได้ถูกต้อง
    • ผู้จัดการต้องการรายงานที่ถูกต้อง
    ประโยชน์ของการทํา SCM

    • การเคลื่อนไหลของวัตถุดิบและสารสนเทศเป็นไปอยางราบรื่น
    • ปรับปรุงระดับของสินค้าคงเหลือ
    • เพิ่มความเร็วได้มากขึ น
    • ขจัดความสิ้นเปลืองหรือความสูญเปล่าต่างๆ ในกระบวนการทางธุรกิจให้หมดไปได้
    • ลดต้นทุนในกิจกรรมต่างๆ ได้
    • ปรับปรุงการบริการลูกค้า
    การบูรณาการในห่วงโซ่อุปทาน LOGO(Supply Chain Integration)

    ุ- การบูรณาการกระบวนการภายในทางธุรกิจให้เป็นแบบไร้รอยตะเข็บไร้ความ
    สูญเสีย และมีความยืดหยุน ใช้นโยบายการทํางานแบบข้ามสายงาน ลด ่
    กระบวนการและขั้นตอนการทํางานที%ไม่จําเป็ น


    - การบูรณาการกบกระบวนการภายนอกนั้นคือบูรณาการกับกระบวนการของ ลูกค้าที่สําคัญและผู้จัดหาวัตถุดิบที่สําคัญให้เข้ากบกระบวนการภายในของบริษัท ัอยางมีประสิทธิภาพ และไร้รอยตะเข็บ ซึ่งจะส่งผลให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อยางยืดหยุ่น และ รวดเร็วขณะที่ต้นทุนลดตํ่าลง

    การบูรณาการทางเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศเพื่อให้การแลกเปลี่ยนและประสานข้อมูลข่าวสารภายในองค์กรและระหวางองค์กรเป็ นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่นิยมใช้กนได้แก่ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ การส่งจดหมายทางอิเล็กทรอนิกส์ การชี้บ่งตําแหน่งด้วยคลื่นความถี่วิทยุ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต ซอฟท์แวร์การวางแผนทรัพยากรวิสาหกิจ เป็นต้น

    Value Chain ห่วงโซ่คณค่า

    ตัวอย่าง การนํา Value Chain มาวิเคราะห์เพื%อนํา IT มาบูรณาให้กบองค์กร




    ตัวอย่างของการนําสารสนเทศมาใช้ในองค์กร

    UPS แข่งขันไปทั0วโลกด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

         บริษัท United Parcel Service หรือ UPS ซึ0งเป็ นบริษัทใหญ่อันดับหนึ่งของโลกในด้านการจัดส่ งพัสดทางบก ทําการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2450 และยังคงเป็ นบริษัทอันดับหนึ่งในปัจจบันจากการที่ไม่เคยหยุดอยู่กับการพัฒนาบริการให้ดีขึ้น

         UPS ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เรียกว่า Hand-held Computer การบันทึกข้อมลลายเซ็นลูกค้าเวลาที่รับ หีบห่อและเวลาที่ส่งหีบห่อจากนั้นส่งผ่านข้อมลโดยผ่าน ระบบเครือข่ายของโทรศัพท์ไร้สาย หรือ Cellular Telephone Network ภายในรถไปยังคอมพิวเตอร์หลักของบริษัทที่ตั้งอย่ทั่วโลกทําให้สามารถทราบได้ว่าพัสดอย่ที่ไหน

         ซึ่งระบบนี้จะใช้ บาร์โค้ด ( Bar Code ) เป็นตัวบันทึกข้อมูลหีบห่อที่รับและส่งเพื่อส่งผ่านข้อมลไปยังคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ทําให้ฝ่ ายขายสามารถตอบคําถามลกค้าเกี่ยวกับพัสดได้รวมทั้งลูกค้าของ UPS สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมลเหล่านี้ได้เองทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือ ( WWW ) หรือการใช้
    ซอฟต์แวร์พิเศษของ UPS รวมทั้งลกค้าสามารถเข้าไปใน WWW ตรวจสอบเส้ นทางการขนส่ ง คํานวณอัตราค่าส่ งหีบห่อ และจัดตารางการรับ/ส่ งหีบห่อได้และในอนาคตก็จะสามารถจ่ายค่าส่งทางอินเตอร์เน็ตได้นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2534 UPS ยังเสนอบริการใหม่ด้วยการส่งสินค้าภายใน 24 ชั่วโมง และบริษัทยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้ นทางหรือหยดการส่งในระหว่างทางได้หากลกค้าต้องการ





    วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

    งานประเพณียี่เป็งล้านนา อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 2556


    ประเพณียี่เป็ง ณ ธุดงคสถานล้านนา จังหวัดเชียงใหม่
                ประเพณียี่เป็งเป็นงานประเพณีอันยิ่งใหญ่แห่งดินแดนล้านนา ที่ได้ปฎิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล "ยี่เป็ง" หรือวันเพ็ญเดือนยี่ของชาวล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 อันเป็นช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว อากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าแจ่มใส

    ประเพณียี่เป็งได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ
                 กิจกรรมในงานยี่เป็งนี้จะมีพิธีทอดมหากฐินสามัคคีซึ่งจะจัดขึ้นก่อนในช่วงบ่าย และได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการจุดประทีป และลอยโคมขึ้นสู่ท้องฟ้าถวายเป็นพุทธบูชา สร้างความสว่างไสว ทำลายความมืดมิดในยามราตรี ดุจดังพระสัจธรรมคำ
    สอนของพระพุทธองค์ที่สามารถขจัดความมืด ความไม่รู้ และอวิชชา ให้หมดไปจากใจของชาวโลก เหลือไว้แต่ใจที่สว่างไสวกับร้อยยิ้มอันปิติใจจากพวกเราที่จะได้ไปร่วมงานกัน

    โคมประทีปสำหรับจัดในพิธีช่วงค่ำ
                 โคมลอย นิยมลอยกันในเทศกาลลอยกระทง ทางภาคเหนือเรียกว่าประเพณี ยี่เป็ง เป็นประเพณีลอยกระทงของชาวล้านนา ซึ่งหมายถึงวันเพ็ญเดือน 2 เป็นการนับเดือนตามจันทรคติ โดยคำว่า ยี่เป็ง เป็นภาษาเหนือ ยี่ แปลว่า สอง และคำว่า เป็ง ตรงกับคำว่า เพ็ง หรือ เพ็ญ หมายถึงพระจันทร์เต็มดวง คือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 2 นั่นเอง
     

                  โคมลอย ที่คนท้องถิ่นล้านนาส่วนใหญ่เรียกติดปากว่า ว่าว สามารถแบ่งย่อยได้สองประเภท ได้แก่ โคมลอยกลางวัน (ว่าวโฮม-ว่าวควัน) กับ โคมลอยกลางคืน (ว่าวไฟ) นอกจากนี้ยังมีโคมแขวน ที่จัดเป็นโคมอีกชนิดเช่นกันเพียงแต่ใช้แขวนตามบ้านเรือนไม่ได้ใช้ลอยโดยโคมที่ใช้ลอยกลางวันนั้น จะใช้กระดาษที่มีสีสันจำนวนหลายสิบแผ่นในการทำ เพื่อให้เห็นในระยะทางไกลแม้จะอยู่บนท้องฟ้า จะมีการตกแต่งด้วยการใส่หาง หรือขณะที่ทำการปล่อยมักใส่ลูกเล่นต่างๆเข้าไปด้วย เช่น ใส่ประทัด ควันสี เครื่องบินเล็ก ตุ๊กตากระโดดร่ม เป็นต้น บางท้องที่นิยมใส่เงินลอยขึ้นไปอีกด้วย วิธีการปล่อยจะต้องใช้การรมควันให้เต็มโคม เมื่อได้ที่แล้วจึงปล่อย

                    ส่วนโคมลอย ที่ใช้ลอยกลางคืน นิยมใช้กระดาษสีขาว เนื่องจากจะโปร่งแสงเมื่อลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วขนาดก็จะย่อมกว่าโคมลอยกลางวัน วิธีการปล่อยจะใช้เชื้อไฟ หรือขี้ไต้ จุดเพื่อให้ความร้อนส่งโคมลอยขึ้นบนฟ้า จะมีการเพิ่มเติมดอกไม้ไฟน้ำตก ดาวตก ประทัด เพื่อเพิ่มสีสันอีกด้วย กุศโลบายของการจุดโคมลอยปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก็เพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์รวมทั้งเชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ ให้ประสพแต่สิ่งดีงาม สร้างความสามัคคี และที่สำคัญเป็นการอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามที่สืบ

                    งานประเพณีพื้นบ้านในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ของชาวล้านนาจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความเชื่อในการปล่อยโคมลอยซึ่งทำด้วยกระดาษสาติดบนโครงไม้ไผ่แล้วจุดตะเกียงไฟตรงกลางเพื่อให้ไอความร้อนพาโคมลอยขึ้นไปในอากาศเป็นการปล่อยเคราะห์ปล่อยโศกและเรื่องร้ายๆต่างๆ ให้ไปพ้นจากตัว

                    การปล่อยโคมลอยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในประเพณียี่เป็ง เป็นที่รวมแห่งศรัทธาสามัคคีของชาวบ้านกับชาววัด นอกจากนี้การทำโคมลอยยังถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง หากทำไม่ถูกสัดส่วนจะปล่อยไม่ขึ้น

    การปล่อยโคมลอยมี 2 ลักษณะด้วยกัน คือ

    1. ปล่อยโคมลอยในตอนกลางวัน เรียกว่า ว่าว โดยทำโคมด้วยกระดาษสี แล้วให้ลอยสู่ท้องฟ้าด้วยความร้อนคล้ายบอลลูน เพื่อปล่อยทุกข์โศกและสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ไป
    2. ปล่อยโคมลอยในเวลากลางคืน เรียกว่า โคมไฟ โดยใช้ไม้พันด้ายเป็นก้อนกลม ชุบน้ำมันยางหรือน้ำมันขี้โล้แขวนปากโคม แล้วจุดไฟปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์
    ประเพณีการลอยโคมยี่เป็ง 

                   ประเพณีการลอยโคมยี่เป็ง ได้มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน กลายเป็นกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาร่วมในประเพณีการลอยโคมยี่เป็งที่จัดขึ้นในช่วงเทศกาลลอยกระทงโดยได้รับการสนับสนุนจากทางเทศบาลนครเชียงใหม่
     
                    ประเพณีการลอยกระทง และลอยโคมยี่เป็งที่จังหวัดเชียงใหม่นั้น เริ่มต้นกิจกรรมกันที่ริมแม่น้ำปิง และในบริเวณใกล้เคียง มีการจัดงานออกร้านขายของ ขายกระทง การประกวดนางนพมาศ การประกวดขบวนแห่กระทงของหน่วยงานต่าง ๆ  มากมาย พอช่วงค่ำกระทงในลำน้ำปิงก็เริ่มมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ พร้อมกับผู้คนที่หนาแน่นขึ้น ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมของพวกเรา ก็เบียดเสียดเยียดยัดหาที่ว่างเพื่อจะไปถ่ายรูปขบวนแห่ และกระทง แต่ในช่วงนั้นเองก็เริ่มเห็นท้องฟ้า เต็มไปด้วยโคมลอยทยอยกันขึ้นมาเรื่อย ๆ จากท้องฟ้าด้านตรงข้ามไกล ๆ และไม่ขาดสาย จึงย้ายสำมะโนครัวตามหาแหล่งที่เป็นจุดกำเนิดของเจ้าพวกโคมลอยพวกนี้


                     ที่ธุดงคสถานล้านนา มีการจัดงานลอยโคม “ยี่เป็งสันทรายถวาย พุทธบูชา” เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านของไทย …นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2532 เป็นต้นมา ธุดงคสถานล้านนา จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยอำเภอสันทราย และสถาบันการศึกษา วัด และหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ได้ร่วมกันสืบสานศิลปวัฒนธรรมล้านนา และประกอบพิธีจุดประทีป และโคมลอยเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

                     ประเพณียี่เป็งของชาวล้านนา นับเป็นประเพณีที่เก่าแก่ที่ยึดถือและปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่โบราณกาล วิถีชีวิตของชาวล้านนานั้น เป็นที่ประจักษ์ถึงความงดงามอ่อนช้อย และเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่พบเห็น ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งความงามทั้งหมดนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนา เป็นเวลายาวนานกว่า 700 ปี

    วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

    สรุป บทที่5 เรื่อง E-Commerce



    ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์(Electronic Business)

              คือกระบวนการดําเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายที่เรียกว่าองค์การเครือข่ายร่วม (Internetworked Network) ไม่ว่าจะเป็นการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(Electronic Commerce) การติดต่อสื่อสารและการทํางานร๋วมกัน หรือแม้แต่ระบบธุรกิจภายในองค์กร

    การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce)

    • พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดําเนินธุรกิจ โดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ 


    (ECRC Thailand,1999)

    • พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขาย 

    หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์ และบริการโดยใช์สื่ออิเล็กทรอนิกส์
    (WTO,1998)

    • พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ขบวนการที่ใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อ

    ทําธุรกิจที่จะบรรลุเป้าหมายขององค์กร พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใช้
    เทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และครอบคลุมรูปแบบทางการเงินทั้งหลาย 
    เช่น ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์, การค้าอิเล็กทรอนิกส์, อีดีไอหรือการ
    แลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์, ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์, โทรสาร, คะ
    ตะล็อกอิเล็กทรอนิกส์, การประชุมทางไกล และรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็น
    ข้อมูลระหว่างองค์กร (ESCAP,1998)
    • พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ธุรกรรมทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม

    เชิงพาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กร และส่วนบุคคล บนพื้นฐานของการ
    ประมวล และการส่งข้อมูลดิจิทัล ที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ
    (OECD,1997)

    • พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ธุรกรรมทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม

    เชิงพาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กร และส่วนบุคคล บนพื้นฐานของการ
    ประมวล และการส่งข้อมูลดิจิทัล ที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ
    (OECD,1997)

    กรอบการทำงาน (E-Commerce Framework)

    การประยุกต์ใช้ (E-commerce Application)
    • การค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Retailing)
    • การโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์ (E-Advertisement)
    • การประมูลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auctions)
    • การบริการอิเล็กทรอนิกส์(E-Service)
    • รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government)
    • การพาณิชย์ผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ (M-Commerce : Mobile Commerce)
    โครงสร้างพื้นฐาน (E-Commerce Infrastructure)

              องค์ประกอบหลักสําคัญด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน ที่จะนํามาใช้เพื่อการพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนได้แก่


    1. ระบบเครือข่าย (Network)
    2. ช่องทางการติดต่อสื่อสาร (Chanel Of Communication)
    3. การจัดรูปแบบและการเผยแพร่เนื้อหา (Format & Content Publishing)
    4. การรักษาความปลอดภัย (Security
    การสนับสนุน (E-Commerce Supporting)

             ส่วนของการสนับสนุนจะทําหน้าที่ช่วยเหลือและสนับสนุนช่วยของการประยุกต์ใช้งานให้ทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนเสาหลักของบ้าน สําหรับส่วนสนับสนุนของ E-Commerce มีองค์ประกอบ 5 ส่วนด้วยกันดังต่อไปนี้

    1. การพัฒนาระบบงาน E-Commerce Application Development
    2. การวางแผนกลยุทธ์E-Commerce Strategy
    3. กฎหมายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์E-Commerce Law
    4. การจดทะเบียนโดเมนเนม Domain Name Registration
    5. การโปรโมทเว็บไซต์Website Promotion
     การจัดการการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

    ประเภทของ E-Commerce

    กลุ่มธุรกิจที่ค้ากําไร (Profits Organization)
    1. Business-to-Business (B2B)
    2. Business-to-Customer (B2C)
    3. Business-to-Business-to-Customer (B2B2C)
    4. Customer-to-Customer (C2C)
    5. Customer-to-Business (C2B)
    6. Mobile Commerce
     กลุ่มธุรกิจที่ไม่ค้ากําไร (Non-Profit Organization)

    1. Intrabusiness (Organization) E-Commerce
    2. Business-to-Employee (B2E)
    3. Government-to-Citizen (G2C)
    4. Collaborative Commerce (C-Commerce)
    5. Exchange-to-Exchange (E2E)
    6. E-Learning
    E-Commerce Business Model

             แบบจําลองทางธุรกิจ
             หมายถึง วิธีการดําเนินการทางธุรกิจที่ช่วยสร้างรายได้อันจะทําให้บริษัทอยู่ต่อไปได้นอกจากนี้ยังรวมถึงกิจกรรมที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Add) ให้กับสินค้าและบริการ

             ธุรกิจที่หารายได้จากค่าสมาชิก
             ปัจจัยในความสําเร็จของธุรกิจที่จะสามารถหารายได้จากค้าสมาชิกได้ก็คือ การมีสารสนเทศหรือบริการที่มีคุณภาพที่ดี พอที่จะทําให้ลูกค้ายอมจ่ายค้าสมาชิกดังกล่าว เช่น ต้องมีสารสนเทศที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น (Wall Street Journal หรือ Business Online) หรือใช้กลยุทธ์ทางการตลาดในการรักษาฐานลูกค้าไว้ เช่น AOL

               ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน
               เป็นธุรกิจ E-Commerce ที่ให้บริการแก่ธุรกิจ E-Commerce อื่น ตัวอย่างของธุรกิจพื้นฐานในการศึกษา ได้แก่ Consonus (ธุรกิจศูนย์ข้อมูล และ ASP ), Pay Pal (ธุรกิจชำระเงินออนไลน์), Verisign (ธุรกิจออกใบรับรองดิจิตัล) เป็นต้น  ปัจจัยในความสําเร็จของธุรกิจในกลุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของตลาด E-Commerce

               ธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์
               ธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์เป็นรูปแบบของธุรกิจ E-Commerce ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีที่สุด เมื่อกล่าวถึงธุรกิจ E-Commerce คนทั่วไป จึงมักจะนึกถึงธุรกิจในกลุ่มนี้ ตัวอย่างของธุรกิจค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (Online Retailer) ในกรณีศึกษาได้แก่ Amazon (หนังสือ), 7dream (ของชํา),EthioGift (ของขวัญวันเทศกาลของเอธิโอเปีย) เป็นต้น ปัจจัยในความสําเร็จของโมเดลทางธุรกิจดังกล่าวมักจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการส่งสินค้าและให้บริการหลังการขายให้แก่ลูกค้า

               ธุรกิจที่หารายได้จากโฆษณา
               ปัจจัยในความสําเร็จของธุรกิจในกลุ่มนี้จึงได้แก่การสร้างจุดเด่นที่แตกต่างจากธุรกิจในแนวเดียวกัน ในขณะที่สามารถควบคุมต้นทุนได้ตัวอย่างของธุรกิจที่หารายได้จากค่าโฆษณาที่ยังคงสามารถทํากําไรได้คือ Yahoo! ซึ่งเป็นเว็บท่า (Portal Site) ที่มีชื่อเสียงมานานและมี ต้นทุนในการสร้างเนื้อหาน้อย เนื่องจากใช้วิธีการเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาของผู้อื่น

               บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
               ปัจจัยที่สําคัญอีกประการหนึ่งต่อความสําเร็จของบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์คือ การกําหนดมาตรฐานของข้อมูลและโปรแกรมประยุกต์ของบริการต่างๆ ที่ต้องทํางานร่วมกันให้มีความสอดคล่องกัน เช่น ในกรณีของ eCitizen ซึ่งสามารถ ทําให้เกิดบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (Single Stop Service)  ในกรณีศึกษา ได้แก่MERX (การให้ข้อมูลการประกวดราคาของโครงการรัฐ), Buyers.Gov(การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ) และ eCitizen (การให้บริการของรัฐแก่ประชาชน)

               ธุรกิจตลาดประมูลออนไลน์
               ปัจจัยในความสําเร็จของธุรกิจประมูลแบบ B2C คือความสามารถในการหาสินค้าที่มีคุณภาพดีแต่มีต้นทุนต่ำมาประมูลขาย ซึ่งจําเป็น ต้องอาศัยการมีพันธมิตรรายใหญ่ที่มีสินค้าเหลือจํานวนมาก ส่วนปัจจัยในความสําเร็จของธุรกิจประมูลแบบ C2C คือความสามารถในการสร้างความภักดีของลูกค้าและป้องกันการฉ้อโกงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย  ตัวอย่างของธุรกิจตลาดประมูลออนไลน์ แบบ B2C ในกรณีศึกษาได้แก่Egghead (สินค้าอิเล็กทรอนิกส์) และ Priceline (สินค้าท่องเที่ยว) เป็นต้น

               ธุรกิจตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์
               ปัจจัยในความสําเร็จของตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์คือ ความสามารถในการดึงดูดผู้ซื้อผู้ขายจํานวนมากให้มาเข้าร่วมในตลาดทําให้ตลาดมีสภาพคล่อง (liquidity) มากพอ ซึ่งจําเป็นต้องอาศัยการมีควาสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ซื้อ หรือผู้ขายแล้วแต่กรณี  ในกรณีศึกษาได้แก่ PaperExchange (กระดาษ), FoodMarketExchange (อาหาร), DoubleClick (แบนเนอร์ในอินเทอร์เน็ต), Half.com (สินค้าใช้แล้ว), และ Translogistica (ขนส่งทางบก)

    ข้อแตกต่างระหว่างการทําธุรกิจทั่วไปกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

    ข้อดีและข้อเสียของ E-Commerce

    ข้อดี
    1. สามารถเปิดดําเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
    2. สามารถดําเนินการค้าขายได้อย่างอิสระทั่วโลก
    3. ใช้ต้นทุนในการลงทุนต่ํา
    4. ไม่ต้องเสียค่าเดินทางในระหว่างการดําเนินการ
    5. ง่ายต่อการประชาสัมพันธ์ และยังสามารถประชาสัมพันธ์ในครั้งเดียวแต่ไปได้ทั่วโลก
    6. สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ใช้บริการอินเทอร์เนตได้ง่าย
    7. ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาสําหรับผู้ซื้อและผู้ขาย
    8. ไม่จําเป็นต้องเปิดเป็นร้านขายสินค้าจริงๆ

    ข้อเสีย
    1. ต้องมีระบบการรักษาความปลอดภัยของระบบที่มีประสิทธิภาพ
    2. ไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ไม่ได้ใช้บริการอินเทอร์เนตได้
    3. ขาดความเชื่อมั่นในเรื่องการชําระเงินผ่านทางบัตรเครดิต
    4. ขาดกฎหมายรองรับในเรื่องการดําเนินการธุรกิจขายสินค้าแบบออนไลน์
    5. การดําเนินการทางด้านภาษียังไม่ชัดเจน

    สรุป บทที่4 เรื่อง E-business strategy

    E-business strategy

    ความหมายของ Strategy

            การกำหนดทิศทาง และ แนวทางในการปฏิบัติ ในอนาคต ขององค์กร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรที่ได้วางไว้

    ความหมายของ E-Strategy
            วิธีการที่จะทำให้กลยุทธ์ขององค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยการนำการสื่อสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน ทั้งการสื่อสารภายในองค์กร และ การสื่อสารภายนอกองค์กร

    Business Strategy
             คือ กลยุทธ์ที่จะเชื่อมให้ แบบจำลองทางธุรกิจ เป็นจริงได้ ทำยังไงให้ การสร้าง มูลค่า นั้นเป็นจริงได้ แล้วทำยังไงที่จะส่ง มูลค่า นั้นให้กับลูกค้าได้ดีที่สุด และทำยังไงให้มันแตกต่างขั้นตอนกลยุทธ์หลักในการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ทั้ง 4 ขั้นตอนดังนี้
    Strategic evaluation 

    1. กลยุทธ์การประเมิน
    2. Strategic objectives : กลยุทธ์การวางแผนวัตถุประสงค์
    3. Strategy definition : กลยุทธ์การกำหนดนิยาม
    4. Strategy implementation : กลยุทธ์การดำเนินงาน

    กลยุทธ์ของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (E-Business Strategies)
               กลยุทธ์ เป็นตัวกำหนดทิศทางและการดำเนินงาน ด้านต่างๆ ขององค์กร กลยุทธ์เป็นเสมือนกับเหตุผลและความมุ่งหมายขององค์กร ไม่เพียงแต่กลยุทธ์เท่านั้นที่สำคัญ แต่การวางแผนและการลงมือจำเป็นไม่แพ้กัน สรุปปัจจัยสำคัญของกลยุทธ์ที่สามารถนำมาใช้ได้ซึ่งก็คือ
    1. ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ในตลาดขณะนี้หรือไม่
    2. กำหนดนิยามว่าจะไปถึงวัตถุประสงค์ที่วางไว้อย่างไร
    3. กำหนดการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
    4. เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพอื่ ที่จะได้เปรียบคู่ค้าในตลาด
    5. จัดหาแผนงานระยะยาวเพื่อพัฒนาองค์กร
              องค์ประกอบที่สำคัญของกลยุทธ์ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ คือ การสร้างช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ให้กับองค์กร กลยุทธ์ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยในการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนหรือเหมาะสม หากปราศจากการกำหนดเป้าหมาย การดำเนินงานจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและติดขัด จำเป็นที่จะต้องกำหนดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ว่าจะถูกไปใช้ร่วมกันกับช่องทาง อื่นๆได้อย่างไร สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ กลยุทธ์อิเล็กทรอนิกส์จะต้องทำให้องค์กรมั่นใจว่าจะได้รับความพึงพอใจจากภายในและเกิดผลประโยชน์จากการนำเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มาใช้

              กลยุทธ์ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ จะสำเร็จได้เมื่อมีการสร้างคุณค่าที่ต่างกันสำหรับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์จะไม่เกิดขึ้นแบบเดี่ยวๆดังนั้นจะต้องมีการนำ หลายๆ ช่องทางมาใช้ร่วมกัน ซึ่งการเลือกช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมนั้นบางทีอาจเรียกว่า การใช้ช่องทางการค้าที่ถูกต้องสามารถสรุปได้ดังนี้
    1. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง
    2. ใช้ช่องทางที่ถูกต้อง
    3. ใช้ข้อความที่จะสื่ออย่างถูกต้อง
    4. ใช้ในเวลาที่ถูกต้อง
        กลยุทธ์ของธุรกิจเล็กทรอนิกส์ ต้องกำหนดวิธีที่องค์กรจะได้รับคุณค่าจากการใช้เครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์

    E-channel strategies
           E-Channel ย่อมาจาก electronic channels คือ การสร้างช่องทางใหม่ๆ ในการกระจายสินค้า ทั้งจากลูกค้า และคู่ค้า โดยที่ช่องทางทางอิเล็กทรอนิกส์ สามารถกำหนดวิธีการที่ใช้ทำงานร่วมกับช่องทางอื่นๆจากหลายช่องทางของกลยุทธ์ E-Business
    multi-channel e-business strategy
            กลยุทธ์หลายช่องทาง e - business เป็นการกำหนดวิธีการทางการตลาดที่แตกต่าง และ ช่องทางของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นจึงควรมีการบูรณาการ และ ทุกๆกลยุทธ์ควรจะสนับสนุนซึ่งกัน




    Strategy process models for e-business
    1. Strategy Formulation
    2. Strategic Implementation
    3. Strategic Control and Evaluation
    Strategy Formulation

         1. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อหาโอกาสและภัยคุกคาม โดยพิจารณา ในแง่ต่างๆ
         2. การวิเคราะห์สถานการณ์ภายในเพื่อหาจุดแข็งและจุดอ่อน
         3. การกำหนดหรือทบทวนวิสัยทัศน์และภารกิจขององค์การเพื่อกำหนดให้แน่ชัดว่า
             • องค์การของเราจะมีลักษณะเช่นใด
             • มีหน้าที่บริการอะไร แก่ใครบ้าง
             • โดยมีปรัชญา หรือค่านิยมหลักในการดำเนินการเช่นใด
         4. การกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การในระยะของแผนกลยุทธ์
         5. การวิเคราะห์และเลือกกำหนดกลยุทธ์และแนวทางพัฒนาองค์การ

    Strategic Implementation
    1. การกำหนดเป้าหมายการดำเนินงาน
    2. การวางแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ระบุกิจกรรมต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการ
    3. การปรับปรุง พัฒนาองค์การ เช่น ในด้านโครงสร้างระบบงาน ทรัพยากรบุคคล วัฒนธรรมองค์การและ ปัจจัยการบริการต่างๆ ในองค์การ
    Strategic Control and Evaluation
    1. การติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์
    2. การติดตามสถานการณ์และเง่อื นไขต่างๆ ทีอาจเปลี่ยนแปลงไปซึ่งอาจทำให้ต้องมีการปรับแผนกลยุทธ์
    Strategy process models for e-business

    สรุป บทที่3 เรื่อง E- ENVIRONMENT

    Business Environment

    สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆได้แก่


    1.  สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจ Internal Environment คือ สภาพแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ หมายถึง ปัยจัยต่างๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนด และ ควบคุมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโปรแกรมการตลาด โดยการวิเคาระห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจ ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน
    2.  สภาพแวดล้อมภายในธุรกิจ External Environment ภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยกลุมนี้ หมายถึง ปัจจัยยังคับภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด ถือว่าเป็นปัจจัยที่ยังควบคุมไม่ได้แต่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด คือสร้างโอกาสหรืออุปสรรคต่อธุรกิจ ซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งแวดล้อมจุลภาค และสิ่งแวดล้อมมหภาค
    สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับจุลภาค Micro External Environment

              คือ ภาวะแวดล้อมภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถเลือก ที่จะติดต่อเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
    • ตลาด หรือ ลูกค้า (Market)
    • ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวุตถุดิบ (Suppliers)
    • คนกลางทางการตลาด (Marketing Intermediaries)
    • สาธารณชนและกลุ่มผลประโยชน์ (Publics) 
    สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับมหภาค Macro External Environment

     คือ สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์กรธุรกิจ ไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แบ่งออกเป็น 4 ประการ ได้แก่
    • ด้านการเมืองและกฎหมาย
    • เศรษฐกิจ
    • สังคม
    • เทคโนโลยี 
    การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการบริหารธุรกิจ

    S (Strengths) จุดแข็ง เป็นปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ตามศักยภาพของธุรกิจที่ มีอยู่จุดแข็งนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อธุรกิจ ซึ่งส่งผลมาจากการบริหารงานภายในระหว่ างผู้บริหารและบุคลากร หรืออาจมาจากความได้เปรียบในด้านทรัพยากรทางการบริหารต่างๆ เช่นมี ถานภาพทางการเงินที่มั่นคงที่ตั้งอยู่ใกล้ทั้งแหล่งวัตถุดิบและแหล่งจัดจำหน่ายบุคลากรมีประสบการณ์และความสามารถสูง ฯลฯ

    W (Weaknesses) จุดอ่อน เป็นปัจจัยภายในที่เกิดจากปัญหาภายในธุรกิจ อันเนื่องมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ข้อจำกัดบางประการของศักยภาพทางธุรกิจ ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลร้ายถ้าไม่รีบดำเนินการแก้ไข เช่น ขาดสภาพคล่องทางการเงิน สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพ ไม่คงที่ ขาดการประสานงานที่ดีภายในองค์กร ฯลฯ

    O (Opportunities) โอกาส เป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้ แต่เป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันส่งผลดีให้กับธุรกิจโดยบังเอิญ เช่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีรายได้เพิมขึ้น นโยบายของรัฐให้การสนับสนุนธุรกิจประเภทนี้ สินค้าของคู่แข่งมีคุณภาพต่ำ ฯลฯ


    T (Threats) อุปสรรค เป็นปัจจัยภายนอกทีธรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้ และเป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันเลวร้ายที่ส่งผลกระทบให้ธุรกิจเสียหาย เช่นรัฐบาลขึ้นภาษี ปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น เกิดภัยสงครามหรือภัย ธรรมชาติ ฯลฯ

    SO Strategy กลยุทธ์เชิงรุก เป็นการใช้จุดแข็งบนโอกาสที่มี ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมิ นสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาสมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงรุก

    ST Strategy กลยุทธ์เชิงป้องกัน เป็นการใช้จุดแข็งป้องกันอุปสรรค ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและข้อจำกัดมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงป้องกัน

    WO Strategy กลยุทธ์เชิงแก้ไข เป็นการขจัดจุดอ่อนโดยใช้โอกาส ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและโอกาสมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงแก้ไข

    WT Strategy กลยุทธ์เชิงรับ เป็นการขจัดจุดอ่อนป้องกันอุปสรรค ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและข้อจำกัดมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงรับ

              ทฤษฎีที่หลายหน่วยงานนิยมใช้กนมากทีสุดนั้นคือ การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ซึงหลังจากนั้นก็จะนำไปหาความสัมพันธ์แบบตารางที่เรียกว่า TOWS Matrix อันจะทำให้ได้มาซึ่งกลยุทธ์ต่างๆ ทั้งกลยุทธ์เชิงรุก กลยุทธ์เชิงป้องกัน กลยุทธ์เชิงแก้ไข และกลยุทธ์เชิงรับ ทั้งนี้เพื่อนำมาใช้เป็นแผนจัดการธุรกิจที่เหมาะสมต่อไปซึ่งจะนำไปสู่การแสวงหากำไรสูงสุดบนความยั่งยืนของธุรกิจนั้นๆ ในที่สุด