วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สรุป บทที่3 เรื่อง E- ENVIRONMENT

Business Environment

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆได้แก่


  1.  สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจ Internal Environment คือ สภาพแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ หมายถึง ปัยจัยต่างๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนด และ ควบคุมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโปรแกรมการตลาด โดยการวิเคาระห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจ ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน
  2.  สภาพแวดล้อมภายในธุรกิจ External Environment ภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยกลุมนี้ หมายถึง ปัจจัยยังคับภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด ถือว่าเป็นปัจจัยที่ยังควบคุมไม่ได้แต่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด คือสร้างโอกาสหรืออุปสรรคต่อธุรกิจ ซึ่งประกอบไปด้วยสิ่งแวดล้อมจุลภาค และสิ่งแวดล้อมมหภาค
สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับจุลภาค Micro External Environment

          คือ ภาวะแวดล้อมภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถเลือก ที่จะติดต่อเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
  • ตลาด หรือ ลูกค้า (Market)
  • ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวุตถุดิบ (Suppliers)
  • คนกลางทางการตลาด (Marketing Intermediaries)
  • สาธารณชนและกลุ่มผลประโยชน์ (Publics) 
สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับมหภาค Macro External Environment

 คือ สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์กรธุรกิจ ไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แบ่งออกเป็น 4 ประการ ได้แก่
  • ด้านการเมืองและกฎหมาย
  • เศรษฐกิจ
  • สังคม
  • เทคโนโลยี 
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการบริหารธุรกิจ

S (Strengths) จุดแข็ง เป็นปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ตามศักยภาพของธุรกิจที่ มีอยู่จุดแข็งนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อธุรกิจ ซึ่งส่งผลมาจากการบริหารงานภายในระหว่ างผู้บริหารและบุคลากร หรืออาจมาจากความได้เปรียบในด้านทรัพยากรทางการบริหารต่างๆ เช่นมี ถานภาพทางการเงินที่มั่นคงที่ตั้งอยู่ใกล้ทั้งแหล่งวัตถุดิบและแหล่งจัดจำหน่ายบุคลากรมีประสบการณ์และความสามารถสูง ฯลฯ

W (Weaknesses) จุดอ่อน เป็นปัจจัยภายในที่เกิดจากปัญหาภายในธุรกิจ อันเนื่องมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ข้อจำกัดบางประการของศักยภาพทางธุรกิจ ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลร้ายถ้าไม่รีบดำเนินการแก้ไข เช่น ขาดสภาพคล่องทางการเงิน สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพ ไม่คงที่ ขาดการประสานงานที่ดีภายในองค์กร ฯลฯ

O (Opportunities) โอกาส เป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้ แต่เป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันส่งผลดีให้กับธุรกิจโดยบังเอิญ เช่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีรายได้เพิมขึ้น นโยบายของรัฐให้การสนับสนุนธุรกิจประเภทนี้ สินค้าของคู่แข่งมีคุณภาพต่ำ ฯลฯ


T (Threats) อุปสรรค เป็นปัจจัยภายนอกทีธรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้ และเป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันเลวร้ายที่ส่งผลกระทบให้ธุรกิจเสียหาย เช่นรัฐบาลขึ้นภาษี ปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น เกิดภัยสงครามหรือภัย ธรรมชาติ ฯลฯ

SO Strategy กลยุทธ์เชิงรุก เป็นการใช้จุดแข็งบนโอกาสที่มี ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมิ นสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาสมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงรุก

ST Strategy กลยุทธ์เชิงป้องกัน เป็นการใช้จุดแข็งป้องกันอุปสรรค ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและข้อจำกัดมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงป้องกัน

WO Strategy กลยุทธ์เชิงแก้ไข เป็นการขจัดจุดอ่อนโดยใช้โอกาส ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและโอกาสมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงแก้ไข

WT Strategy กลยุทธ์เชิงรับ เป็นการขจัดจุดอ่อนป้องกันอุปสรรค ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและข้อจำกัดมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์ในเชิงรับ

          ทฤษฎีที่หลายหน่วยงานนิยมใช้กนมากทีสุดนั้นคือ การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ซึงหลังจากนั้นก็จะนำไปหาความสัมพันธ์แบบตารางที่เรียกว่า TOWS Matrix อันจะทำให้ได้มาซึ่งกลยุทธ์ต่างๆ ทั้งกลยุทธ์เชิงรุก กลยุทธ์เชิงป้องกัน กลยุทธ์เชิงแก้ไข และกลยุทธ์เชิงรับ ทั้งนี้เพื่อนำมาใช้เป็นแผนจัดการธุรกิจที่เหมาะสมต่อไปซึ่งจะนำไปสู่การแสวงหากำไรสูงสุดบนความยั่งยืนของธุรกิจนั้นๆ ในที่สุด


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น