วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

สรุป บททีุ่ึ8 เรื่อง E-marketing

E-Marketing

E-Marketing ยอมาจากคําว ่า่ Electronic Marketing หรือเรียกวา่ “การตลาดอิเล็กทรอนิกส์” หมายถึงการ
ดําเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งาน เข้ามาเป็นสื่อกลาง ไม่วาจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือ พีดีเอ ที่ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกนด้วยอินเทอร์เน็ตมาผสมผสานก ับวิธีการทางการ ัตลาด การดําเนินกิจกรรมทางการตลาด อยางลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้ าหมาย เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายขององค์กรอยางแท้จริง



E-marketing planning

  • การวางแผนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาดของกลยุทธ์การทําe – business
  • the SOSTAC™ framework developed by Paul Smith (1999) ซี่งสามารถสรุปขั9นตอนที่เกี่ยวข้องได้ 6 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
  • Situation – where are we now?
  • Objectives – where do we want to be?
  • Strategy – how do we get there?
  • Tactics – how exactly do we get there?
  • Action – what is our plan?
  • Control – did we get there?


ข้อดีของE-Marketing เมื่อเทียบกบสื่ออื่น

1. เข้าถึงกล่มลูกค้าเป้ าหมายมากกว่า800 ล้านคน225 ประเทศ104 ภาษา
2. สามารถวัดผลได้แม่นยํากว่าสื่ออื่น
3. ราคาลงโฆษณาถูกกว่าเมื่อเทียบกับสื่ออื่น
4. จํานวนผ้ใช้สื่อนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
5. คุณภาพของผ้ใช้มีมากกว่าสื่ออื่น

Click and Click
เป็นการให้บริการบนอินเทอร์เน็ตอยางเดียว ไม่มีธุรกิจ ในโลกจริง


Click and Mortar 
เป็นรูปแบบที่มีธุรกิจจริง (Real) อยู่แล้วแต่ขยายมาทําในอินเทอร์เน็ต



การเริ่มต้นการตลาดออนไลน์
1.กาหนดเป้ าหมาย 
  • Who – ลูกค้าคือใคร ?
  • Where – ลูกค้าอยูที่ไหน  ?
  • What – อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ?
  • Why – ทําไมเค้าถึงต้องมาที่เรา ?
  • When – เมื่อไรที่เค้าต้องการเรา ?

2.ศึกษาคู่แข่ง
  1. คู่แข่งคุณคือใคร? 
  2. ศึกษารูปแบบการทําเว็บ, ธุรกิจของคู่แข่ง
  3. จุดเด่น-จุดอ่อนอะไรบ้าง 
  4. ศึกษาเคาเตอร์ (Stat) ของคู่แข่ง
  5. เข้าร่วมเว็บบอร์ดของคู่แข่ง (ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้ ชอบไม่ชอบอะไร)
  6. บอกรับจดหมายสมาชิกของคู่แข่ง
  7. ขอข้อมูลที่เกียวข้องกบเว็บไซต์ ั (ราคาโฆษณา, สถิติ)
  8. เข้าชมเว็บคู่แข่งเป็นประจํา

3.สร้างพันธมิตร
  • เว็บคู่แข่ง
  • บุคคลหรือองค์กรที่อยูในแวดวงธุรกิจเดียวกัน
  • เว็บอื่นๆ ที่สามารถร่วมมือกันได้ ั
  • กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ 
4.ติดตังอุปกรณ์ที่จําเป็น
  • เคาเตอร์วัดจํานวนคนเข้า
  • ตัวเก็บสถิติ (Stat)
  • เว็บบอร์ด
  • Guest Book
  • Option

5.ดูแลและปรับปรุงเว็บไซต์
  • ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้, คู่แข่ง, ตลาด, สภาพแวดล้อม, เทคโนโลยี
  • เปิดรับความคิดเห็นจากผู้ใช้
  • ปรับปรุงเว็บไซต์อยูเสมอ

E-Marketing 
นั้นคือรูปแบบการทำการตลาดในรูปแบบหนึ่งโดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือดิจิตอลเข้ามาช่วยในการทำการตลาด แต่ในความหมายสำหรับ E-Business หรือ Electronic Business นั้นจะมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า E-Commerce หรือ Electronic Commerce มากกว่า เพียงแต่ว่าความหมายของ E-Business จะมีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยหมายถึงการทำกิจกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนของกระบวนการธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกว่า “ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์” ทั้ง การทำการค้าการซื้อการขาย การติดต่อประสานงาน งานธุรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสำนักงาน และการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกระบวนการในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาศัยระบบสารสนเทศทาง คอมพิวเตอร์มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Added Value) ตลอดกิจกรรมทางธุรกิจ (Value Chain) และลดขั้นตอนของการที่ต้องอาศัยแรงงานคน (Manual Process) มาใช้แรงงานจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computerized Process) แทน รวมถึงช่วยให้การดำเนินงานภายใน ภายนอก มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย ตัวอย่างเช่นการควบคุมสต๊อคและการชำระเงินให้เป็นระบบอัตโนมัติ ดำเนินการได้รวดเร็ว และทำได้ง่าย กว่าเพียงเท่านั้น


รูปแบบรายได้จากการทําเว็บไซต์

1. ขายโฆษณาออนไลน์
2. ขายสินค้า E-Commerce
3. ขายบริการหรือสมาชิก
4. ขายข้อมูล (Content)
5. การจัดกิจกรรม, งาน
6. การให้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ
7. การรับพัฒนาเว็บไซต์











สรุป บททีุ่ึ7 เรื่อง Supply chain management (Part2)

Supply Chain Management 

     ระบบที่จัดการการบริหารและเชื่อมโยงเครื่อข่ายตั้งแต่ suppliers, manufacturers, distributors เพื่อส่งมอบสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าโดยมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูล วัตถุดิบ สินค้าและบริการ เงินทุน รวมถึงการส่งมอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้การส่งมอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถส่งมอบได้ตรงตามเวลาและความต้องการ






ขั้นตอนวิวัฒนาการไปสู้ระบบการจัดการ ซับพลายเชน

ระยะที่ 1 องค์กรในรูปแบบพื้นฐาน (The Baseline Organization)
     เป็นรูปแบบการบริหารจัดการแบบดั้ งเดิมที่ต้องการสร้างผลกําไรสูงสุดขององค์กร โดยเน้นความชํานาญในการทํางานของแต่ละแผนก/ฝ่ายซึ่งองค์กรในรูปแบบนี้อาจไม่สามารถปรับแผนการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดของผู้บริโภคเนื่องจากแต่ละแผนก/ฝ่ายต่างทํางานเป็นอิสระต่อกันไม่เกี่ยวกัน

ระยะที่ 2 องค์กรที่รวมหน้าที่ทางธุรกิจเข้าด้วยกัน (The Functionally Integrated Company)
     ในระยะนี้ องค์กรจะเริ่มจัดตั้ งเป็นบริษัท โดยในองค์กรได้มีการรวบรวมหน้าที่/ลักษณะงานที่เป็นประเภทเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันไว้ในกลุ่มงาน/ฝ่ายเดียวกัน ซึ่งจะไม่มีแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบออกจากกันอย่างเด็ดขาดเหมือนระยะแรก เช่น ฝ่ายจัดการวัตถุดิบมีหน้าที่จัดซื อ จัดสรร ควบคุมการใช้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตอื่นๆ ฝ่ายการผลิตมีหน้าที่วางแผนการผลิต และควบคุมคุณภาพการผลิต และฝ่ายขายมีหน้าที่วางแผนการตลาดและขายสินค้า เป็นต้น

ระยะที่ 3 องค์กรที่รวมการดำเนินงานภายในธุรกิจไว้ด้วยกัน (The Internally Integrated Company)
     ในระยะนี้องค์กรมีการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างองค์กรของตนอย่างต่อเนื่องจากระยะที่ 2 โดยฝ่ายต่างๆ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทําให้มีการติดต่อประสานงานเชื่่อมโนงระหว่างฝ่ายงานมากขึ้ น การทํางานจึงมีความต่อเนื่องกันเหมือนห่วงโซ่ นอกจากนั นกิจกรรมการผลิตบางอย่างยังสามารถที่จะใช้ทรัพยากรร่วมกันภายในองค์กรได้ด้วย ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระดับหนึ่ง

ระยะที่ 4 องค์กรที่รวมการดำเนินงานภายนอกธุรกิจไว้ด้วยกัน (The Externally Integrated Company)
     ระยะนี้เป็นระยะที่บริษัทก้าวเข้าสู่รูปแบบการบริหารแบบซัพพลายเชนอย่างเต็มตัว โดยบริษัทได้ปรับโครงสร้างการบริหารแบบซัพพลายเชนภายในบริษัทของตนเองไว้เรียบร้อยแล้ว และเริ่มหันมาให้ความสําคัญกับกลยุทธ์การบริหารลูกโซ่อุปทานภายนอก โดยเข้าไปทํางานร่วมกับซัพพลายเออร์ในลักษณะที่เป็นเครือข่ายการทํางานเดียวกัน เพื'อควบคุมคุณภาพการผลิตวัตถุดิบ คุณลักษณะของวัตถุดิบและวิธีการผลิตวัตถุดิบในโรงงานของซัพพลายเออร์และในบางกรณีบริษัทผู้ผลิตอาจเปิดโอกาสซัพพลายเออร์เข้ามาเปิดสถานี หรือโรงงานย่อย เพื่อนําส่งวัตถุดิบให้กับริษัทได้อย่างสะดวก รวดเร็วและประหยัดต้นทุน

การบริหารจัดการซัพพลายเชน พิจารณาความสามารถในการประสานระบบงานระหว่างองค์กร
ใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่
  1. ศักยภาพในการประสานระบบการจัดการระหว่างกลุ่ม suppliers (Supply-management interface capabilities)
  2. ศักยภาพในการประสานระบบการจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า (Demand-management interface capabilities)
  3. ศักยภาพในการประสานระบบการจัดการสารสนเทศ (Information management capabilities)

ปัญหาของการจัดการซัพพลายเชน


1. ปัญหาจากการพยากรณ์
การพยากรณ์ความต้องการสินค้าเป็นสิ่งที่สําคัญมากใน
การจัดการซัพพลายเชน ซึ่งการพยากรณ์ที่ผิดพลาดมีส่วนสําคัญ
ที่ทําให้การวางแผนการผลิตผิดพลาด และอาจจะทําให้ผู้ผลิตมี
สินค้าไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าที่เกิดขึ้น

2. ปัญหาในกระบวนการผลิต
ปัญหาที่เกิดจากกระบวนการผลิตอาจจะทําให้ไม่สามารถ
ผลิตสินค้าได้ตามเวลาที่กําหนดไว้ เช่น เครื่องจักรเสียทําให้ต้อง
เสียเวลาส่วนหนึ่งในการซ่อมและปรับตั้งเครื่องจักร

3. ปัญหาด้านคุณภาพ
ปัญหาด้านคุณภาพอาจจะส่งผลให้กระบวนการผลิตต้อง
หยุดชะงัก และทําให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าได้
ตามที่กําหนดไว้ นอกจากนั้นระบบการขนส่งที่ไม่มีคุณภาพ
สามารถส่งผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในโซ่อุปทานได้เช่นกัน

4. ปัญหาในการส่งมอบสินค้า
การส่งมอบที่ล่าช้าเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เรื่องของวัตถุดิบ งาน
ระหว่างทํา และสินค้าสําเร็จรูป เช่น ซัพพลายเออร์ส่งมอบ
วัตถุดิบล่าช้า ทําให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามตารางการ
ผลิตที่กําหนดไว้ นอกจากนั้น ในระหว่างกระบวนการผลิต การส่ง
ต่องานระหว่างทําที่ล่าช้าตามไปด้วยในกรณีที่ไม่สามารถปรับ
ตารางการผลิตได้ทัน ยิ่งไปกว่านั้น การส่งมอบสินค้าสําเร็จรูปให้
ลูกค้าล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อระดับการให้บริการลูกค้าและ
ความสามารถในการแข่งขันของกิจการ

5. ปัญหาด้านสารสนเทศ
สารสนเทศที่ผิดพลาดมีผลกระทบต่อการจัดการโซ่อุปทาน 
ซึ่งทําให้การผลิตและการส่งมอบสินค้าผิดไปจากที่กําหนดไว้
ความผิดพลาดในสารสนเทศที่เกิดขึ้นมีหลายประการ 
เช่น ความผิดพลาดในการสั่งซื้อวัตถุดิบ การกําหนดตารางการผลิต
การควบคุมสินค้าคงคลัง การขนส่ง ฯลฯ

6. ปัญหาจากลูกค้า
ปัญหาที่เกิดจากลูกค้าเป็ นความไม่แน่นอนอย่างหนึ่งของ
โซ่อุปทาน เช่น ลูกค้ายกเลิกคําสั่ง ในบางครั้งผู้ผลิตได้ทําการ
ผลิตสินค้าไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ได้รับการยกเลิกคําสั่งซื้อจากลูกค้า
ในเวลาต่อมา จึงทําให้เกิดต้นทุนในการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง
ส่วนนั้นไว้

Bullwhip Effect



ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) 
     หรือในบางครั้งเรียกว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) เป็นการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการทางธุรกิจและการดําเนินงานระหว่างธุรกิจกับธุรกิจและระหว่างบุคคลกับธุรกิจ ในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) จะมีการทําธุรกรรมผ่านสื่อต่างๆ ทางอิเล็กส์ทรอนิกส์ เช่น การสั่งซื อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

การใช้บาร์โค้ด (Bar code) 
     บาร์โค้ดหรือรหัสแท่ง เป็นสัญลักษณ์ที่อยู่ในรูปของแท่งบาร์ โดยจะประกอบไปด้วยบาร์ที่มีสีเข้มและช่องว่างสีอ่อน ซึ่งบาร์เหล่านี้ จะเป็นตัวแทนของตัวเลขและตัวอักษร สามารถอ่านได้ด้วยเครื่อง Scanner บาร์โค้ดจึงทําหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ของสินค้า อาทิ หมายเลขของสินค้า ครั้งที่ทําการผลิต เลขหมายเรียงลําดับกล่องเพื่อการขนส่ง ปริมาณสินค้าที่ผลิต รวมถึงตําแหน่งผู้รับสินค้า เป็นต้น เพื่อให้สามารถควบคุมการหมุนเวียนของสินค้าโดยรวดเร็วขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรับ การจัดเก็บและการจ่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับว่ามีประโยชน์อย่างมากในปัจจุบันและที่สําคัญการติดบาร์โค้ดถือเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เกิดการจัดการซัพพลายเชนลดระยะเวลาและความซํ าซ้อนในการทํางาน 





การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI : Electronic Data Interchange) 
     เป็นเทคโนโลยีอีกประการหนึ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดการซัพพลายเชน เป็นระบบถ่ายทอดข่าวสารข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งในรูปสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ โดยรูปแบบข่าวสารข้อมูลนั้นจะมีการจัดรูปแบบและมีความเป็นมาตรฐานเดียวกันตามที่ได้ตกลงกันไว้ เรียกว่า EDI Message ผ่านเครือข่ายการสื่่อสาร (Telecommunication Network) ทําให้เพิ่มความถูกต้องและรวดเร็วในการทํางาน

การใช้ซอฟแวร์ Application SCM 
     การนําซอฟแวร์มาพัฒนาและประยุกต์ใช้งานในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น Enterprise Resource Planning (ERP) เป็นซอฟแวร์ที่จัดเป็นระบบศูนย์กลางขององค์กรทั้ งหมด ทําหน้าที่ประสานงานหลักๆ ในด้านต่างๆ เช่น การเงิน การผลิต และการจัดคลังสินค้า
Advance Planning and Scheduling จัดสร้างแผนการผลิตและจัดตารางเวลาโรงงานการผลิต ใช้เงื่อนไขข้อจํากัดและกฎเกณฑ์ทางธุรกิจในการปรับตารางให้ดีที่สุด
Inventory Planning วางแผนคลังสินค้าที่จําเป็นในแต่ละจุดเพื่อกระจายการจัดส่ง เพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาด
Customer Asset Management ใช้สําหรับจัดระบบการสื่อสารโต้ตอบกับลูกค้ารวมทั้งระบบขายอัตโนมัติและการให้บริการลูกค้า เป็นต้น
ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตระบบ ERP หลักๆ มีอยู่ 5 รายด้วยกัน คือ SAP, ORACLE, Peoplesoft, J.D. Edwards และ Baan


ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) 
     เป็นเทคโนโลยีบริหารกระบวนการธุรกิจโดยเฉพาะการเชื่อมโยง SCM โดยเน้นการบูรณาการกระบวนการหลักของธุรกิจเพื่อสนับสนุนการดําเนินธุรกรรมประจําวัน และยังสนับสนุนกระบวนการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM)

ระบบ CRM (Customer Relationship Management) 
     เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งที่องค์กรนํามาใช้เพื่อบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้ากับองค์กรตลอดวงจรชีวิตการเป็นลูกค้า ได้แก่ การตลาด การขาย การให้บริการ และการสนับสนุน โดยใช้ทรัพยากรด้านสารสนเทศ กระบวนการ เทคโนโลยี และบุคลากร โดยเน้นการสร้างประสานสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ demain chain management ผ่านการจัดโปรแกรมเพื่อจูงใจลูกค้า เช่น การสะสมคะแนน การให้บริการตอบคําถาม (call center) การให้สิทธิประโยชน์ หรือส่วนลดต่างๆ เป็นต้น




สรุป บททีุ่6 เรื่อง Supply chain management (Part1)

Supply Chain Management


     การจัดการกลุ่มของกิจกรรมงาน กล่
  • าวคือ ตั
  • งแต่การรับวัตถุดิบมาจาก 
  • Supplies แล้วเปลี่ยนวัตถุดิบนันให้เป็นสินค้าขั้
  • นกลาง และสินค้าขั้
  • สุดท้าย จนกระทังจัดส่งสินค้าให้แก่
  • ลูกค้า




  •      สิ่งที่จะทําให้เข้าใจถึงหน้าที%ของการผลิตและวิธีการควบคุมการผลิตนั น เราจะต้อง
    เข้าใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกบการเคลื่อนไหวในกระบวนการผลิตอยู่ 2 สิ่งหลักๆ คือ
    • วัตถุดิบ (Materials)
    • สารสนเทศ (Information)




    ปัญหาคือความสนใจที%แตกต่างกนของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น

    • ลูกค้ามักต้องการสินค้าที%ถูกต้องสมบูรณ์แบบและมีราคาถูก
    • พนักงานในสายการผลิตอยากรู้คําสังที่ถูกต้อง
    • ฝ่ายจัดซื้อต้องการได้วัตถุดิบที่ถูกต้อง มีคุณภาพ
    • ผู้จําหน่ายวัตถุดิบต้องการคําสังซื้อที่ถูกต้องเพื่อจะได้จัดส่งได้ถูกต้อง
    • ผู้จัดการต้องการรายงานที่ถูกต้อง
    ประโยชน์ของการทํา SCM

    • การเคลื่อนไหลของวัตถุดิบและสารสนเทศเป็นไปอยางราบรื่น
    • ปรับปรุงระดับของสินค้าคงเหลือ
    • เพิ่มความเร็วได้มากขึ น
    • ขจัดความสิ้นเปลืองหรือความสูญเปล่าต่างๆ ในกระบวนการทางธุรกิจให้หมดไปได้
    • ลดต้นทุนในกิจกรรมต่างๆ ได้
    • ปรับปรุงการบริการลูกค้า
    การบูรณาการในห่วงโซ่อุปทาน LOGO(Supply Chain Integration)

    ุ- การบูรณาการกระบวนการภายในทางธุรกิจให้เป็นแบบไร้รอยตะเข็บไร้ความ
    สูญเสีย และมีความยืดหยุน ใช้นโยบายการทํางานแบบข้ามสายงาน ลด ่
    กระบวนการและขั้นตอนการทํางานที%ไม่จําเป็ น


    - การบูรณาการกบกระบวนการภายนอกนั้นคือบูรณาการกับกระบวนการของ ลูกค้าที่สําคัญและผู้จัดหาวัตถุดิบที่สําคัญให้เข้ากบกระบวนการภายในของบริษัท ัอยางมีประสิทธิภาพ และไร้รอยตะเข็บ ซึ่งจะส่งผลให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อยางยืดหยุ่น และ รวดเร็วขณะที่ต้นทุนลดตํ่าลง

    การบูรณาการทางเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศเพื่อให้การแลกเปลี่ยนและประสานข้อมูลข่าวสารภายในองค์กรและระหวางองค์กรเป็ นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่นิยมใช้กนได้แก่ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ การส่งจดหมายทางอิเล็กทรอนิกส์ การชี้บ่งตําแหน่งด้วยคลื่นความถี่วิทยุ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต ซอฟท์แวร์การวางแผนทรัพยากรวิสาหกิจ เป็นต้น

    Value Chain ห่วงโซ่คณค่า

    ตัวอย่าง การนํา Value Chain มาวิเคราะห์เพื%อนํา IT มาบูรณาให้กบองค์กร




    ตัวอย่างของการนําสารสนเทศมาใช้ในองค์กร

    UPS แข่งขันไปทั0วโลกด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ

         บริษัท United Parcel Service หรือ UPS ซึ0งเป็ นบริษัทใหญ่อันดับหนึ่งของโลกในด้านการจัดส่ งพัสดทางบก ทําการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2450 และยังคงเป็ นบริษัทอันดับหนึ่งในปัจจบันจากการที่ไม่เคยหยุดอยู่กับการพัฒนาบริการให้ดีขึ้น

         UPS ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เรียกว่า Hand-held Computer การบันทึกข้อมลลายเซ็นลูกค้าเวลาที่รับ หีบห่อและเวลาที่ส่งหีบห่อจากนั้นส่งผ่านข้อมลโดยผ่าน ระบบเครือข่ายของโทรศัพท์ไร้สาย หรือ Cellular Telephone Network ภายในรถไปยังคอมพิวเตอร์หลักของบริษัทที่ตั้งอย่ทั่วโลกทําให้สามารถทราบได้ว่าพัสดอย่ที่ไหน

         ซึ่งระบบนี้จะใช้ บาร์โค้ด ( Bar Code ) เป็นตัวบันทึกข้อมูลหีบห่อที่รับและส่งเพื่อส่งผ่านข้อมลไปยังคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ทําให้ฝ่ ายขายสามารถตอบคําถามลกค้าเกี่ยวกับพัสดได้รวมทั้งลูกค้าของ UPS สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมลเหล่านี้ได้เองทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือ ( WWW ) หรือการใช้
    ซอฟต์แวร์พิเศษของ UPS รวมทั้งลกค้าสามารถเข้าไปใน WWW ตรวจสอบเส้ นทางการขนส่ ง คํานวณอัตราค่าส่ งหีบห่อ และจัดตารางการรับ/ส่ งหีบห่อได้และในอนาคตก็จะสามารถจ่ายค่าส่งทางอินเตอร์เน็ตได้นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2534 UPS ยังเสนอบริการใหม่ด้วยการส่งสินค้าภายใน 24 ชั่วโมง และบริษัทยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้ นทางหรือหยดการส่งในระหว่างทางได้หากลกค้าต้องการ